Sorawut's profileWelcome to My Wierd Worl...PhotosBlogListsMore Tools Help

Welcome to My Wierd World

Are you ready to go to the another world?
Photo 1 of 10

Sorawut Wongsaranon

Occupation
Location
Interests
ชิวๆ เรื่อยๆ เจ็บๆ นี่แหละผม
30 December

Samurai movie - Prologue

เพิ่งดู Samurai Champloo จบไป เลยอยากพูดถึงหนังซามูไรยุคใหม่ๆ ที่ได้ดูช่วงนี้ซะหน่อย
 
เหตุผลที่อยากเขียนก็คือว่า มันเกิดจากความรู้สึกว่าหนังซามูไรช่วงนี้ที่ได้ดูมันมีองค์ประกอบ
หลายๆอย่าง รวมถึงประเด็นของเรื่องที่ทำให้รู้สึกว่ามันไม่ใช่หนังซามูไรแบบ 47 โรนิน หรือ
รวมถึงหนังฮอลลีวู้ดเมื่อเร็วๆ นี้อย่าง The Last Samurai(หนังที่มองซามูไรอย่างตื้นเขิน
จนน่าตกใจแถมบิ้วท์อารมณ์กันสุดๆ) เลยคิดว่าจะบันทึกเอาไว้เผื่อได้ดูหนังเพิ่มหลังจากนี้อีก
แล้วกลับมาเทียบดูว่าความคิดในตอนนี้กับหลังจากนี้ต่อมันต่างกันยังไง
 
จริงๆจะพูดว่าหนังซามูไรที่ได้ดูมามันไม่เหมือนกับ 47 โรนินเลยไม่ได้เพราะก็ยังไม่เคยดู แต่
เท่าที่เคยๆ อ่านมาหนังมันซามูไร้ ซามูไร อย่างแรง ประมาณว่าชีวิตนี้เพื่อนายท่าน ต้องล้าง
แค้นและ ETC. แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่หนังที่เราได้ดูไม่ใช่ซามูไรแบบ The Last Samurai แน่ๆ
 
ส่วนอีกอย่างก็คือพอดู Samurai Champloo จบแล้วมันเกิดคันมือขึ้นมาอยากเขียนถึงมัน
เพราะมันเป็นอนิเมที่เท่มาก แต่มันเก่าแล้วแหละตั้งกะ 2004 โน่น
 
จริงๆ คิดจะเขียนเกี่ยวกับหนังซามูไรนานแล้วแหละแต่ว่าไม่ได้โอกาศซักที ตอนนี้มันเกิดทน
ไม่ได้แล้วเลยได้เขียนซักที เฮ้อ
 
ปล.ความรู้สึกว่าเขียนมาตั้งนานเหตุผลจริงๆมันอยู่วรรคสุดท้ายแค่นั้นแหละยังไงไม่รู้
 
To Be ConTinuE
 
 
23 December

watashi no nihongo

เรียนมาตั้ง 2 คอร์สก่าๆ ละยังจีบสาวไม่ได้ซักคน(เกี่ยวไหม) มีความรู้สึกว่ามัน
ไม่ค่อยกระดิกเลยแหะจนบัดนี้ แค่อ่านนิทานสำหรับเด็กภาษาญีุ่่ปุ่นก็ยังลำบาก
เลย แต่ให้พูดบอกทาง สั่งอาหาร แนะนำตัว บอกความต้องการอย่างง่าย บอก
สิ่งที่เคยทำ กำลังทำ จะทำ อย่างง่ายๆ(จินตนาการว่าเด็ก 5 ขวบมันคุยกับพ่อ
แม่มันยังไงก็อย่างนั้นแหละ) ศัพท์ก็รู้เท่าหางอึ่ง(อันนี้ความผิดโผมเองที่ไม่อ่าน
เพิ่มเติม) ความสามารถในการฟังเกือบเป็น 0 เพราะขนาดภาษาไทยยังฟังผิดๆ
ถูกๆ ไม่ต้องพูดถึงภาษาอื่นเลย แถมหูหาเรื่องอีกต่างหาก เหอะๆ T_T

คอร์สแรกก็ชิลๆ ดีหรอกเหมือนไปนั่งเรียน ABC ที่เป็นภาษาญี่ปุ่น คอร์ส 2 เริ่ม
ยากแต่ก็ไปเรื่อยๆ คอร์ส 3 เท่าที่เรียนมาก็ไม่ได้ยากเท่าไหร่เน้นจำว่าผันรูปกิริยา
ยังไงแค่นั้นเองก็ไม่ยาก อืมอาจจะเพราะคนในห้องมันช่วยๆ กัน ก็เลยเรียนรู้เรื่อง
ด้วย

แต่แล้วฝันร้ายย่อมมาถึง 2คอร์สที่แล้ว อ.คนญี่ปุ่นก็เรียนคนเดียวกันมา 2 คอร์ส
ขึ้นคอร์ส 3 มานี่ก็เปลี่ยนคน ก็ยังดีอยู่ แต่เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เปลี่ยนกะทันหันอีก
เอาอีกคนมาเพราะคนที่สอนมาตั้งกะต้นคอร์ส 3 ย้ายไปสอนห้องอื่น ส่วนคนที่
มาแทนเป็นลุงแก่ๆ พูดจาฟังไม่รู้เรื่องเสียงอยู่ในลำคอ โอ้ พระเจ้า ทำไมถึงซวย
อย่างนี้ แถมยังพูดแต่ละประโยคนึกว่าตูเรียนขั้นไหนแล้ววะนี่ T_T

นี่ยังดีว่าเวลาเรียนแล้วพวกตรงที่อ่านเอาได้มันอ่านรู้เรื่อง แถมมีพี่สาวทั้งหลาย
ช่วยถีบอีกเลยก็พอจะตอบถูๆไถๆ ไปเรื่อยๆ ก็พอจะรอดตัวไปได้ แต่ไม่ชอบความ
รู้สึกแบบนี้เลยให้ตายเถอะ แค่พอรอดเนี่ยะ

หยุดปีใหม่นี้แม่งต้องฟิตแล้วววววว ปีใหม่ต้องเป็นคนใหม่เว้ยยยยยย
(ให้มันจริง)
20 December

เงินกู~~~~~~

10000

หนี้ หนัง หนังสือ ฮาดดิสก์ หมู เมา

2000

เดือนกว่าๆ

ช่างสิ้นเปลือง

จึงหาใหม่

เพื่อซ้ำรอย

01 November

เงิน 1500 ของฉัน


ไม่ได้มาอัพตั้งนานแหนะ แต่มันก็ไม่ค่อยมีอัพเดทอะไรกับชีวิตซักเท่าไหร่ มันก็เลยพลอยไม่
มีเรื่องมาเขียนไปด้วย หนังเรื่องที่ดูล่าสุดก็นั่นแหละที่อัพไปครั้งที่แล้ว  แย่ชะมัดชีวิตขาดหนังเนี่ยะ
จนทนไม่ไหวก็ต้องไปเช่าหนังมาดูจนได้

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วไปงานหนังสือมาวันจันทร์กะวันเสาร์ อยากจะบอกว่า...
วันจันทร์คนเยอะมากกกกกก ส่วนวันเสาร์อะเหรอ ก็เยอะนะแต่เทียบกันแล้วก็ต่างกันชนิดที่เรียก
ได้ว่า วันจันทร์ก็รถเมล์ตอนเวลาเร่งด่วน  ส่วนของวันเสาร์ก็รถเมล์แอร์แบบมีที่นั่งสบายๆ เลย ซึ่งโดย
ปกติงานหนังสือมันจะวันหยุดคนจะเยอะ(เสาร์ที่ไปนี่วันก่อนสุดท้ายด้วย) วันธรรมดาคนจะน้อยเลยเกิด
อาการงงเล็กน้อย  แต่ก็ดีทำให้การเดินเก็บตกที่วันจันทร์ไม่ได้ซื้อได้ครบพอดี

คราวนี้หนังสือที่ได้มาก็มี
1.  เช ยังไม่ตาย ?!
2.  ฮิโตคะเงะ ญ สาวผู้หวดกลัวความสุข
3.  ตั้มกับญี่ปุ่น
4.  Improvise
5.  Beansprout & Firehead
6.  ปราบดา หยุ่น เขียนถึงญี่ปุ่น
7.  ที่เกิดเหตุ
8.  Film Japan
9.  Post modern
10. GOTH
11. ยมทูตสีขาว 7 กะ 8
12. 21th century boy

หมดไปราวๆ 1500 ได้ละมั้ง ย้ำว่า "มั้ง" นะ

แล้วก็อ่านจบไปเกือบหมดละ เหอะๆ ตอนนี้เหลือแค่ 1,9,11 จริงๆที่เร็วขนาดนี้เพราะเป็นได้
ว่าเป็นการ์ตูนตั้ง 4 เรื่องละมั้ง แล้วก็มีเป็นเรื่องสั้นเล่มนึง(2)  หนังสือสารคดีเล่มนึง(7) ซึ่งภาพเยอะ
พอสมควร  เอาเข้าจริงที่ว่าอ่านเร็ว  ก็ไม่ได้ใช้ความสามารถในการอ่านซักเท่าไหร่เลย 555 บท
ทดสอบคราวนี้มันอยู่ที่ post modernตะหากละ หนังสือออกแนววิชาการอ่านยากสุดละที่ซื้อมา

ที่ติดใจมากคราวนี้ก็นี่เลย GOTH หลอนโรแมนติกอย่างแรงชอบๆ  คิดได้ไงจับเจ้าโรคจิต
อ่อนๆ มาเจอกับยัยซาดิสม์แต่แม่งโรแมนซ์ชะมัดยาด  เหมือนอ่านหนังสือการ์ตูนรักคิกขุที่มีแบ็ค
กราวนด์เป็นหนัง hannibal

ชอบพระเอกมากตัวมันจะว่าปกติก็ใช่  จะโรคจิตก็ใช่  คือว่ามันพูดบอกคนอ่านตลอด  ว่ามันเป็น
คนที่ยิ้มคุยเล่นได้เหมือนคนปกติ  เพื่อทำให้คนอื่นไม่รู้ว่าตัวจริงมันเป็นคนเย็นชา เหี้ยม มีรสนิยมแปลก
ประหลาดที่ชอบไปดูสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรมเป็นเรื่องสนุก  ได้เห็นหน้าฆาตกรแล้วก็ไม่คิดจะทำอะไร 
นอกจากอยากคุยด้วย  ได้รู้แรงจูงใจ แล้วก็บอกตัวเองตลอดว่ามันเป็นคนที่สามารถที่จะเป็นฆาตกรได้
ถ้ามันอยากจะทำ

แต่อ่านจนจบแล้วกลับรู้สึกว่าพระเอกก็แค่ปฏิเสธตัวเองที่ในความเป็นจริงก็เป็นแค่ คนธรรมดา
(อาจจะไม่ธรรมดาตรงที่มันชอบอะไรแผลงๆ) คนนึงด้วยการสร้างคำจำกัดความแล้วคอยบอกตัวเอง
ตลอดว่าที่ต้องยิ้มทำไปเพื่ออะไร และการยิ้มหัวเราะแต่ละครั้งมันก็ไม่ได้รู้สึกอยากหัวเราะจริงๆ  จนบาง
ครั้งตัวเองก็ไม่ได้รู้ตัวว่าตัวเองได้พูดเรื่องตลกออกไปทำให้คนรอบข้างหัวเราะ  แต่ทุกครั้งที่มันทำ
อย่าง
นั้นกลับให้ความรู้สึกว่าจริงๆ แล้วมันอาจจะไม่รู้ตัวเองว่าเป็นคนยังไงกันแน่มากกว่า

แล้วยิ่งจากการคุยกับนางเอกก่อนที่จะจบเรื่องที่นางเอกบอกว่า "เธอกับฉันมันต่างกันคนละขั้วเลย"
ซึ่งตัวนางเอกนั่นแหละของแท้แน่นอนเลยว่ามันเป็นเด็กเก็บกดแน่ๆเพราะเหตุการณ์เลวร้ายในอดีตทำให้
ต้องกลายเป็นเด็กที่แสดงความรู้สึกยากไม่กล้าพูดกับใคร แล้วที่มันพูดอย่างนั้นเพราะว่ามันคงจะเห็น
ความเป็นปกติมนุษย์ของพระเอกที่ต้องคอยหลอกตัวเองว่ามันเป็นคนเย็นชา สามารถเข้าถึงจิตใจฆาตกร
ได้(อันหลังไม่เถียงแม่งตามตัวฆาตกรเก่งยังกะโฮล์ม) จนน่าสงสารที่แม้กระทั่งตัวตนจริงๆ ของตัวเอง
เป็นยังไงบ้างก็ยังไม่รู้

คือที่ชอบก็เพราะมันเหมือนสะท้อนตัวเองตอนเด็กๆสมัยม.ต้น ของเรานี่แหละตรงที่มันคิดว่ามัน
ไม่เคยจริงใจกับใครแต่การกระทำมันตรงกันข้ามมากแต่กลับไม่รู้ตัว แล้วมันก็ไม่เคยมานั่งคิดถึงตัวเอง
จริงๆ จังๆ ซักทีว่าไอ้ที่ทำไปมันทำเพราะจริงใจหรือเพราะต้องการกลมกลืนกับคนอื่นเฉยๆ เพราะมันมัว
แต่หมกมุ่นกับเรื่องซาดิสม์ๆ ที่มันบอกตัวเองตลอดเวลาว่ามันชื่นชอบมากมาย ซึ่งเราเองตอนเด็กๆ ก็
คล้ายๆ กับมัน ต่างกันตรงที่เราก็หมกมุ่นกับเกมจนไม่ลืมหูลืมตาแทน

เราคิดแต่ว่าการมีเพื่อนมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรนักหนา(ตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยแน่ใจ) ทำไมต้องไป
แคร์อะไรคนอื่นด้วย แต่พอเอาเข้าจริงมานั่งนึกๆ ดูอีกทีกลับกลายเป็นว่าจริงๆ แล้วไอ้ที่ทำๆ ไป ที่
เหมือนไม่ได้สำคัญอะไรมากมายกับชีวิต แต่กลายเป็นว่าทุกวันนี้ก็ยังมีเพื่อนสนิทได้ซึ่งก็ไม่รู้เหมือน
กันว่าเพราะการกระทำของตัวเองในสมัยก่อนหรือเปล่า แต่คิดว่าถ้าสมัยก่อนทำอะไรลงไปก็แค่ทำตามๆ
ไป เพื่อไม่ให้แปลกแยกก็พอไม่ได้จริงจัง ตอนนี้ก็คงไม่มีไอ้เพื่อนพวกนี้หรอกมั้ง

เล่าแบบกระมิ้ดกระเมี้ยนนี่มันยากจริงๆ เพราะจริงๆ แล้วไอ้นิยายเล่มนี้มันเป็น Thriller 555

ส่วน Film Japan มันเป็นหนังสือวิจารณ์หนังญี่ปุ่นที่อ่านจบแล้วแทบจะพุ่งไปหาหนังเรื่องที่
เขียนไว้มาดู มีตั้งแต่หนังเก่ารุ่นปู่ยันหนังใหม่ๆ  แล้วหนังสือเล่มนี้ทำให้รู้ว่าทำไมตัวเราเองถึงชอบ
หนังญี่ปุ่น คงเพราะเรามันเป็นพวกนิ่งๆ เหมือนกับอารมณ์หนังญี่ปุ่นมั้งที่นิ่งๆ แม้แต่ในหนังตลกก็ยัง
คงให้ความรู้สึกว่ามีความนิ่งอยู่


คราวนี้แค่นี้ก่อนละเริ่มง่วงนึกไม่ออกว่าจะพิมพ์อะไรละ


08 September

Spider Lilies

ได้ดูซักทีกับหนังเรื่องนี้ตั้งเป้าไว้ตั้งแต่ตอนเทศกาลหนังว่าจะดู
แต่ไม่ได้ดูเพราะโรงมันเต็ม เลยหาโอกาศไปดูที่ House มาจน
ได้
 
เป็นหนังไต้หวันกำกับโดยนักร้องคนหนึ่ง ตัวหนังเล่าเรื่องเกี่ยวกับ
ความรักของผู้ ญ สองคน
 
คนหนึ่งเป็นเด็กเวบแคมหน้าตาจิ้มลิ้มเคยมีรักแรกกับพี่สาวแถว
บ้านตั้งแต่ 9 ขวบ ส่วนอีกคนเป็นสาวเท่เป็นช่างสักซึ่งมีอดีตอัน
ปวดร้าวและเป็นรักแรกของสาวเวบแคมซึ่งจากเธอไปหลังจากรู้
จักกันได้ไม่นาน และได้กลับมาเจอกันอีกครั้งเพราะสาวเวบแคม
เกิดอยากสักในที่ลับขึ้นมา แต่สาวเท่ก็จำเธอไม่ได้ซะแล้ว
 
ตัวหนังเท่าที่อ่านมาตอนแรกจากหนังสือพิมพ์ที่แจกในเทศกาล
ก็คิดว่าประเด็นจะแรงพอสมควร แต่ดูเอาเข้าจริงๆ ก็ธรรมดาไป
นิด(แต่หนังสือมันดันไปเทียบกับ Bluegate Crossing มันก็
แรงอะดิ) แต่ถึงประเด็นจะไม่แรง(ถ้าเทียบกับ Blue) แต่การ
แสดงก็แรงกว่าเห็นๆ(อย่างน้อยมันก็เห็นเนื้อหนังมังสาอะนะ)
ซึ่งดูๆแล้วต่อให้มีแผ่นก็โดนเซนเซอร์แหง่ๆ ซึ่งดีแล้วที่รีบไปดู
 
อยากจะเล่าบรรยากาศหน้าโรงซักนิด
 
คือว่าเราน่าจะเป็นผู้ ช ไม่กี่คนที่เข้าไปดู(จากการมองไปรอบๆ)
ก็เลยมีการโดนมองจากเหล่าสาวๆทั้งหลายที่เข้าไปดู ก็ทำเอา
ตกใจอยู่มิใช่น้อย ประมาณการจากสายตาแล้วมันให้ความรู้สึก
ไม่ค่อยดีเท่าไหร่
 
อยากจะเดินไปบอกจริงๆว่า "ตูเป็นผู้ ช จะสนเรื่องเลสเบี้ยนมั่ง
มันแปลกเรอะ ผู้กำกับมันก็ผู้ ช นะเฟ้ย"  หรือนนึกว่าเราไป
ดูแค่ฉากหวาบหวิวอะป่าววะ ป่าวซะหน่อย
 
บังเอิญว่าตอนแรกแค่อยากดูแต่มีฝรั่งสาว 2 คนเชียร์ว่าหนังดี
เลยอยากดูแค่นั้นแหละ หนังมันก็ดีจริงๆแหละถึงจะไม่หวือหวา
อย่างที่หนังสือพิมพ์มันบอกแค่นั้นแหละ
 
28 August

หลังจากไม่ได้อัพมานาน

เบี้ยวไปนานโคตรๆ 555+ แต่คงไม่มีใครสนหรอกมั้ง ว่ะฮ่ะๆๆ
เรื่องหนังก็ช่างมันเหอะ หรือไม่ช่างมันดี ไม่ดีกว่า
 
ไอ้เรื่องที่บอกว่าจะเล่า 
 
เรื่องมันมีอยู่ว่า...........
 
น่าร้ากกกกกก โคตรรรรรรรร(อ้าว เหมือนจะเล่าเรื่องผีไม่ใช่ซะแล้ว 555)
ยังไงอะเรอะ เอาเวบไปดูละกันขี้เกียจอธิบายว่างานภาพมันเป็นยังไง
1. http://www.nara-movie.jp/ - เวบหนัง(คนเนทเต่ากับอ่านญี่ปุ่นไม่ได้อาจจะลำบากหน่อย ก็มั่วๆเอาละกัน)
2. ไปหาใน wiki เอาละกัน 555 search ว่า Yoshitomo Nara
 
ก็ดูตั้งแต่ตอนเทศกาลหนังแล้วแหละเรื่องนี้ ก็แบบว่าอดดูไป 2 เรื่องรวด
ตอนวันที่ 26 วันศุกร์ก็เลยไปดูซะ 
 
เรื่องนี้ก็ไม่ได้กะจะดูแต่แรกหรอก แต่เอาว่ะไม่มีอะไรจะดูแล้วนิ
เป็นหนังสารคดีตามติด Yoshitomo Nara ช่วงที่มันทำโปรเจ็คท์ A to Z
แล้วก็มีสัมภาษณ์ชีวิตในอดีตนิดๆหน่อยๆ แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเกี่ยวกับ
โปรเจ็คต์มันนั่นแหละ ดูมันสร้างบ้านน้อยในแกลอรี่แล้วก็สนุกดี 555
 
เคยมาทำที่เมืองไทยด้วยนะ แต่ที่ไหนไม่รู้ดิในหนังก็บอกแค่กรุงเทพฯ
ทำยังกะกรุงเทพฯ มันเล็กขนาดเดินถึงกันได้งั้นแหละ เหอะๆ
 
อยากบอกว่ามันเป็นสารคดีที่ดูสนุกที่สุดตั้งแต่ดูมา มุมกล้องก็เฉียบ
เพลงก็แจ่ม(ไม่ได้ชอบเพลงญี่ปุ่นก็คงไม่) ทั้งประกอบหนัง ทั้งใน
notebook เฮียนาระเลย ของเฮียจะแนวๆฟังสบายๆ ชอบมาก
 
แถมพาทัวร์ซะรอบโลก อีกตะหาก A to Z ก็นึกเอาละกันว่าประเทศละตัว
อักษรนะ   แต่แค่มันทำมาซัก 4-5 ประเทศก็เยอะแล้วเพราะอย่างน้อยมันก็
ยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี ไทย
 
แต่ที่ชอบสุดๆ ก็ตอนที่มันลงมือลงแรงสร้างบ้านน้อยนั้นแหละ สนุกดี  แล้ว
ตรงที่มันให้เราดูการวาดภาพของนาระก็สนุกดี  ชอบเพลงช่วงนี้ด้วยแหละ
สรุปเรื่องนี้โชคดีที่ได้ดูมากๆ
 
ยังมีอีก 3 เรื่องแต่ 3 เรื่องนี้ดูช่วง 2 อาทิตย์ที่แล้วเอง
 
เรื่องแรก Paris Je T'aime(Scala)
เป็นรวมหนังสั้นของ 20 ผู้กำกับ แต่ไม่ถึง 20 เรื่องหรอก บางคนจับคู่กันทำ
1 เรื่อง ก็ดูสนุกดี ด้วยความที่เป็นหนังสั้นบางเรื่องก็จี๊ดดี บางเรื่องก็งั้นๆ
เพราะว่าบางคนดึงจุดสนใจได้ดีก็ดูสนุกถึงจะแค่เนื้อหา ธรรมดาๆ แต่บาง
คนคงสร้างแต่หนังใหญ่หรือไง พอเวลามันสั้นก็เลยสร้างจุดสนใจได้ไม่ดีละมั้ง
ปล. ตอนดูเรื่องนี้เด็กจุฬาที่นั่งใกล้ๆ น่ารักดี แถมมาคนเดียวด้วย ฮิๆ อยากไปนั่งด้วยจัง
 
เรื่องที่ 2 All About Lily Chou Chou(House RCA)
เรื่องนี้เคยดูแล้วแต่ดูไม่รู้เรื่องเลยไปดูอีก 555+ ครั้งที่แล้วสงสัยว่าประสาท
การรับรู้มันหยุดทำงาน เพราะรับไม่ได้กับความมืดมนของหนังละมั้ง เพราะตอน
ต้นๆเรื่องก็ฮาๆ พอกลางๆเรื่องเหมือนระเบิดเวลา พอไคลแม็กซ์ก็ระเบิดเลย
 
ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น ในหัวมีแต่คิดว่ามันคง ไม่เลวร้ายอย่างที่คิดหรอก มันแค่
เด็กม.ต้นกันเองนะเว้ย จะทำอะไรได้โหดร้ายกันขนาดนั้น
 
ดูอีกรอบทำใจไว้เรียบร้อยก็แบบ อืม ค่อยดูรู้เรื่องหน่อย
 
เรื่องที่ 3 The Bourn (ซีคอน)
ไมได้กะจะดู แต่ถึงกะจะดูก็ได้ดูแบบไม่ได้ตั้งใจอยู่ดี  เพราะ 18 เรียนเสร็จ
แล้วกลับเข้าบ้านไม่ได้ เพราะลืมเอากุญแจบ้านออกไปด้วย 5555
แต่ดูแล้วก็ไม่ผิดหวัง เพราะก็สนุกจริงๆ แต่คงไม่เล่า อยากรู้ไปดูเองไม่ได้ต้อง
ใช้ความสามารถอะไรเหมือน 3 เรื่องแรกที่เล่าไป
 
มีอีกเรื่อง ตัดผมแล้วววว แว้วววว คราวนี้สั้นมาก ปล่อยช่างเขาตัดตามแบบไปเลย
ขี้เกียจสั่งแต่ในแบบมันก็ไม่ได้สั้นขนาดนี้นี่หว่า สงสัยว่าช่างคงทนเห็นผม ยาวมา 3 ปี
เลยจัดการซะแล้วไอ้แบบทรงที่ว่า ก็ดันไปตรงกะเมื่อ 4 เดือนก่อนอย่างไม่ได้ตั้งใจ
 
จนช่างบอกว่าคาเมะอีกแล้ว(Kamenashi) ไอ้เราก็งง อะไรวะ จำไม่เห็นได้เลย
แต่ก็คงจะใช่เพราะตัดออกมามันทรงเดียวกับครั้งที่แล้วเด๊ะ แค่ตอนนั้นยาวกว่านี้เพราะ
สั่งไว้ว่าเหลือยาวหน่อย  แต่ตูไม่ได้รู้จักไม่เคยเห็นหน้าไอ้คาเมะที่ว่าเลยด้วยซ้ำ ถึงแม้
จะบ้าเพลงญี่ปุ่นก็เหอะ  แต่ตูไม่ได้ชอบบอยแบนด์นี่น่า
 
อยากได้แบบเฮียKen L'Arc-en-Ciel ไม่ก็ลุงHyde  ก็ยังดี(แต่เอาแบบเคนคง
ต้องถึงกับถอนเงินมาดัดผมกันเลยทีเดียว) ถึงแม้คนที่กำลังจะไปจีบเขาจะชอบคาเมะ
อะไรนี่ก็เหอะ แต่ไม่ได้ตั้งใจจะตัดทรงคาเมะจริงๆน้าาา
 
แต่ตัดออกมาแล้วมีแต่คนบอกว่าดีแล้วทั้งนั้นแม้กระทั่งช่างยังบอกว่าอย่าไว้ยาวเลย
สั้นดูดีกว่าเยอะเลย T_T 
31 July

Okinawa Animetion อนิเมแปลกๆกับ+หนังแปลกๆอีกเรื่อง

 

ดูมาหลายวันและแต่ยังอยากเล่า

เรื่องแรก Okinawa Animation มันเป็น short anime ดูเอาขำๆ(ราคาขำไม่ออก)

ของผู้กำกับคนแรกเป็น อนิเมะดินน้ำมันก็แบบว่ากระโดกกระเดก แต่ดูแล้วซี้ด
มีทั้งหมด 3 เรื่อง เรื่องแรกเป็นตัวเอกเป็นกบเจอะกะมนุษย์ต่างดาวที่มาเยี่ยม
ชมโลกแล้วบังเอิญยานอวกาศโดนรถทับแบน คุณกบเลยต้องช่วยส่งมนุษย์ต่าง
ดาวกลับบ้าน  

เรื่องที่ 2 เป็นเรื่องของเด็กติดทีวีจนแยกไม่ออกระหว่างโลกจริงกับในทีวีจนเกิด
โศกนาฏกรรมขึ้น ส่วนเรื่องที่ 3ดูไม่รู้เรื่องเฟ้ยอะไรฟะอยู่ดีๆผู้ ช คนนึงตื่นขึ้นมา
เพราะมีเสียงพอเดินไปหน้าตู้เย็นมีหนวดมาจับเข้าไปเฉยเลยตัดอีกทีปรากฏว่า
ไอ้ผู้ ช นอนอยู่บนเตียงมีแสงเขียวๆ แล้วก็จบ -*-

ของผู้กำกับคนที่ 2 เป็นอนิเมมือวาดเรื่องแปลกๆจนดูแล้วงง ว่าด้วยเด็กผู้ ญ คน
นึงขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกพยายามโดดไปตึกตรงข้ามสี่แยก -*- ยามก็ขึ้นมาเจอก่อน
ก็เจรจากันเด็กมันก็บอกว่าเคยมีเด็กโดดสำเร็จ ยามพยายามจะห้ามแต่ไม่สำเร็จ
พอโดดออกไปก็แบบว่าหายไปเลยยามก็เอ๋อแดกไป พอตัดไปที่เด็กผู้ ญ อีกที
ปรากฏว่าอยู่ระเบียงตึกเดียวกัน แล้วกล้องก็เลื่อนไปไอ้เด็กที่เด็กอีกคนอยู่บน
ดาดฟ้าอีกตึกนึง เออ ไม่อธิบายอะไรเลยดูแล้วงงสุดๆ

ผู้กำกับคนที่ 3 อันนี้อนิเมที่เอาตุ๊กตามาเล่นทั้งเรื่อง ว่าด้วยเด็กคนนึงที่ไม่ธรรมดา
เพราะเกิดมาเป็นเหล็กทั้งตัว อยู่มาวันนึงมีสัตว์ประหลาดบุกหมู่บ้านเจ้าหนูเลยถูก
จับตัวไปเพราะคนอื่นๆหนีทัน เลยได้ช่วยปราบปิศาจซะอย่างไม่ได้ตั้งใจ

ผู้กำกับคนที่ 4 มันไม่รู้ว่ามันมารวมกะเซทนี้ได้ไงเพราะมันเป็นหนังสั้นที่เอาคน
แสดง ว่าด้วยเมียหลวงเพิ่งฆ่าผัวหมาด แล้วแถมเชิญคุณเมียน้อยมาจิบชาถึงบ้าน
แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรคุณเมียน้อยเลยซักนิด แถมไปๆมาๆกลายเป็นหนังผีอีกตะหาก
เล่นเอาหลอนซะอย่างนั้น ส่วนคุณเมียน้อยก็ไม่ธรรมดาตอนจบคุณเมียน้อยดันจับ
สัมผัสผีคุณเมียหลวงได้มียิ้มเยาะคุณเมียหลวงที่มีลูกให้ผัวตัวเองไม่ได้ซะอีกแหนะ

ขอจบแค่นี้ก่อนเดี๋ยวมีต่ออีกเรื่องไว้พรุ่งนี้มาเขียน เรื่องนี้ภูมิใจนำเสนออย่างแรง