Sorawut's profileWelcome to My Wierd Worl...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
Welcome to My Wierd WorldAre you ready to go to the another world? |
|||||
|
30 December Samurai movie - Prologueเพิ่งดู Samurai Champloo จบไป เลยอยากพูดถึงหนังซามูไรยุคใหม่ๆ ที่ได้ดูช่วงนี้ซะหน่อย
เหตุผลที่อยากเขียนก็คือว่า มันเกิดจากความรู้สึกว่าหนังซามูไรช่วงนี้ที่ได้ดูมันมีองค์ประกอบ
หลายๆอย่าง รวมถึงประเด็นของเรื่องที่ทำให้รู้สึกว่ามันไม่ใช่หนังซามูไรแบบ 47 โรนิน หรือ
รวมถึงหนังฮอลลีวู้ดเมื่อเร็วๆ นี้อย่าง The Last Samurai(หนังที่มองซามูไรอย่างตื้นเขิน
จนน่าตกใจแถมบิ้วท์อารมณ์กันสุดๆ) เลยคิดว่าจะบันทึกเอาไว้เผื่อได้ดูหนังเพิ่มหลังจากนี้อีก
แล้วกลับมาเทียบดูว่าความคิดในตอนนี้กับหลังจากนี้ต่อมันต่างกันยังไง
จริงๆจะพูดว่าหนังซามูไรที่ได้ดูมามันไม่เหมือนกับ 47 โรนินเลยไม่ได้เพราะก็ยังไม่เคยดู แต่
เท่าที่เคยๆ อ่านมาหนังมันซามูไร้ ซามูไร อย่างแรง ประมาณว่าชีวิตนี้เพื่อนายท่าน ต้องล้าง
แค้นและ ETC. แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่หนังที่เราได้ดูไม่ใช่ซามูไรแบบ The Last Samurai แน่ๆ
ส่วนอีกอย่างก็คือพอดู Samurai Champloo จบแล้วมันเกิดคันมือขึ้นมาอยากเขียนถึงมัน
เพราะมันเป็นอนิเมที่เท่มาก แต่มันเก่าแล้วแหละตั้งกะ 2004 โน่น
จริงๆ คิดจะเขียนเกี่ยวกับหนังซามูไรนานแล้วแหละแต่ว่าไม่ได้โอกาศซักที ตอนนี้มันเกิดทน
ไม่ได้แล้วเลยได้เขียนซักที เฮ้อ
ปล.ความรู้สึกว่าเขียนมาตั้งนานเหตุผลจริงๆมันอยู่วรรคสุดท้ายแค่นั้นแหละยังไงไม่รู้
To Be ConTinuE
23 December watashi no nihongoเรียนมาตั้ง 2 คอร์สก่าๆ ละยังจีบสาวไม่ได้ซักคน(เกี่ยวไหม) มีความรู้สึกว่ามัน ไม่ค่อยกระดิกเลยแหะจนบัดนี้ แค่อ่านนิทานสำหรับเด็กภาษาญีุ่่ปุ่นก็ยังลำบาก เลย แต่ให้พูดบอกทาง สั่งอาหาร แนะนำตัว บอกความต้องการอย่างง่าย บอก สิ่งที่เคยทำ กำลังทำ จะทำ อย่างง่ายๆ(จินตนาการว่าเด็ก 5 ขวบมันคุยกับพ่อ แม่มันยังไงก็อย่างนั้นแหละ) ศัพท์ก็รู้เท่าหางอึ่ง(อันนี้ความผิดโผมเองที่ไม่อ่าน เพิ่มเติม) ความสามารถในการฟังเกือบเป็น 0 เพราะขนาดภาษาไทยยังฟังผิดๆ ถูกๆ ไม่ต้องพูดถึงภาษาอื่นเลย แถมหูหาเรื่องอีกต่างหาก เหอะๆ T_T คอร์สแรกก็ชิลๆ ดีหรอกเหมือนไปนั่งเรียน ABC ที่เป็นภาษาญี่ปุ่น คอร์ส 2 เริ่ม ยากแต่ก็ไปเรื่อยๆ คอร์ส 3 เท่าที่เรียนมาก็ไม่ได้ยากเท่าไหร่เน้นจำว่าผันรูปกิริยา ยังไงแค่นั้นเองก็ไม่ยาก อืมอาจจะเพราะคนในห้องมันช่วยๆ กัน ก็เลยเรียนรู้เรื่อง ด้วย แต่แล้วฝันร้ายย่อมมาถึง 2คอร์สที่แล้ว อ.คนญี่ปุ่นก็เรียนคนเดียวกันมา 2 คอร์ส ขึ้นคอร์ส 3 มานี่ก็เปลี่ยนคน ก็ยังดีอยู่ แต่เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เปลี่ยนกะทันหันอีก เอาอีกคนมาเพราะคนที่สอนมาตั้งกะต้นคอร์ส 3 ย้ายไปสอนห้องอื่น ส่วนคนที่ มาแทนเป็นลุงแก่ๆ พูดจาฟังไม่รู้เรื่องเสียงอยู่ในลำคอ โอ้ พระเจ้า ทำไมถึงซวย อย่างนี้ แถมยังพูดแต่ละประโยคนึกว่าตูเรียนขั้นไหนแล้ววะนี่ T_T นี่ยังดีว่าเวลาเรียนแล้วพวกตรงที่อ่านเอาได้มันอ่านรู้เรื่อง แถมมีพี่สาวทั้งหลาย ช่วยถีบอีกเลยก็พอจะตอบถูๆไถๆ ไปเรื่อยๆ ก็พอจะรอดตัวไปได้ แต่ไม่ชอบความ รู้สึกแบบนี้เลยให้ตายเถอะ แค่พอรอดเนี่ยะ หยุดปีใหม่นี้แม่งต้องฟิตแล้วววววว ปีใหม่ต้องเป็นคนใหม่เว้ยยยยยย(ให้มันจริง) 20 December เงินกู~~~~~~10000 หนี้ หนัง หนังสือ ฮาดดิสก์ หมู เมา 2000 เดือนกว่าๆ ช่างสิ้นเปลือง จึงหาใหม่ เพื่อซ้ำรอย 01 November เงิน 1500 ของฉันไม่ได้มาอัพตั้งนานแหนะ แต่มันก็ไม่ค่อยมีอัพเดทอะไรกับชีวิตซักเท่าไหร่ มันก็เลยพลอยไม่ จนทนไม่ไหวก็ต้องไปเช่าหนังมาดูจนได้ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วไปงานหนังสือมาวันจันทร์กะวันเสาร์ อยากจะบอกว่า... วันจันทร์คนเยอะมากกกกกก ส่วนวันเสาร์อะเหรอ ก็เยอะนะแต่เทียบกันแล้วก็ต่างกันชนิดที่เรียก ได้ว่า วันจันทร์ก็รถเมล์ตอนเวลาเร่งด่วน ส่วนของวันเสาร์ก็รถเมล์แอร์แบบมีที่นั่งสบายๆ เลย ซึ่งโดยปกติงานหนังสือมันจะวันหยุดคนจะเยอะ(เสาร์ที่ไปนี่วันก่อนสุดท้ายด้วย) วันธรรมดาคนจะน้อยเลยเกิด อาการงงเล็กน้อย แต่ก็ดีทำให้การเดินเก็บตกที่วันจันทร์ไม่ได้ซื้อได้ครบพอดี คราวนี้หนังสือที่ได้มาก็มี 1. เช ยังไม่ตาย ?! 2. ฮิโตคะเงะ ญ สาวผู้หวดกลัวความสุข 3. ตั้มกับญี่ปุ่น 4. Improvise 5. Beansprout & Firehead 6. ปราบดา หยุ่น เขียนถึงญี่ปุ่น 7. ที่เกิดเหตุ 8. Film Japan 9. Post modern 10. GOTH 11. ยมทูตสีขาว 7 กะ 8 12. 21th century boy หมดไปราวๆ 1500 ได้ละมั้ง ย้ำว่า "มั้ง" นะ แล้วก็อ่านจบไปเกือบหมดละ เหอะๆ ตอนนี้เหลือแค่ 1,9,11 จริงๆที่เร็วขนาดนี้เพราะเป็นได้ ว่าเป็นการ์ตูนตั้ง 4 เรื่องละมั้ง แล้วก็มีเป็นเรื่องสั้นเล่มนึง(2) หนังสือสารคดีเล่มนึง(7) ซึ่งภาพเยอะพอสมควร เอาเข้าจริงที่ว่าอ่านเร็ว ก็ไม่ได้ใช้ความสามารถในการอ่านซักเท่าไหร่เลย 555 บท ทดสอบคราวนี้มันอยู่ที่ post modernตะหากละ หนังสือออกแนววิชาการอ่านยากสุดละที่ซื้อมา ที่ติดใจมากคราวนี้ก็นี่เลย GOTH หลอนโรแมนติกอย่างแรงชอบๆ คิดได้ไงจับเจ้าโรคจิต อ่อนๆ มาเจอกับยัยซาดิสม์แต่แม่งโรแมนซ์ชะมัดยาด เหมือนอ่านหนังสือการ์ตูนรักคิกขุที่มีแบ็คกราวนด์เป็นหนัง hannibal ชอบพระเอกมากตัวมันจะว่าปกติก็ใช่ จะโรคจิตก็ใช่ คือว่ามันพูดบอกคนอ่านตลอด ว่ามันเป็น คนที่ยิ้มคุยเล่นได้เหมือนคนปกติ เพื่อทำให้คนอื่นไม่รู้ว่าตัวจริงมันเป็นคนเย็นชา เหี้ยม มีรสนิยมแปลกประหลาดที่ชอบไปดูสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรมเป็นเรื่องสนุก ได้เห็นหน้าฆาตกรแล้วก็ไม่คิดจะทำอะไร นอกจากอยากคุยด้วย ได้รู้แรงจูงใจ แล้วก็บอกตัวเองตลอดว่ามันเป็นคนที่สามารถที่จะเป็นฆาตกรได้ ถ้ามันอยากจะทำ แต่อ่านจนจบแล้วกลับรู้สึกว่าพระเอกก็แค่ปฏิเสธตัวเองที่ในความเป็นจริงก็เป็นแค่ คนธรรมดา (อาจจะไม่ธรรมดาตรงที่มันชอบอะไรแผลงๆ) คนนึงด้วยการสร้างคำจำกัดความแล้วคอยบอกตัวเองตลอดว่าที่ต้องยิ้มทำไปเพื่ออะไร และการยิ้มหัวเราะแต่ละครั้งมันก็ไม่ได้รู้สึกอยากหัวเราะจริงๆ จนบาง ครั้งตัวเองก็ไม่ได้รู้ตัวว่าตัวเองได้พูดเรื่องตลกออกไปทำให้คนรอบข้างหัวเราะ แต่ทุกครั้งที่มันทำอย่าง นั้นกลับให้ความรู้สึกว่าจริงๆ แล้วมันอาจจะไม่รู้ตัวเองว่าเป็นคนยังไงกันแน่มากกว่า แล้วยิ่งจากการคุยกับนางเอกก่อนที่จะจบเรื่องที่นางเอกบอกว่า "เธอกับฉันมันต่างกันคนละขั้วเลย" ซึ่งตัวนางเอกนั่นแหละของแท้แน่นอนเลยว่ามันเป็นเด็กเก็บกดแน่ๆเพราะเหตุการณ์เลวร้ายในอดีตทำให้ต้องกลายเป็นเด็กที่แสดงความรู้สึกยากไม่กล้าพูดกับใคร แล้วที่มันพูดอย่างนั้นเพราะว่ามันคงจะเห็น ความเป็นปกติมนุษย์ของพระเอกที่ต้องคอยหลอกตัวเองว่ามันเป็นคนเย็นชา สามารถเข้าถึงจิตใจฆาตกร ได้(อันหลังไม่เถียงแม่งตามตัวฆาตกรเก่งยังกะโฮล์ม) จนน่าสงสารที่แม้กระทั่งตัวตนจริงๆ ของตัวเอง เป็นยังไงบ้างก็ยังไม่รู้ คือที่ชอบก็เพราะมันเหมือนสะท้อนตัวเองตอนเด็กๆสมัยม.ต้น ของเรานี่แหละตรงที่มันคิดว่ามัน ไม่เคยจริงใจกับใครแต่การกระทำมันตรงกันข้ามมากแต่กลับไม่รู้ตัว แล้วมันก็ไม่เคยมานั่งคิดถึงตัวเองจริงๆ จังๆ ซักทีว่าไอ้ที่ทำไปมันทำเพราะจริงใจหรือเพราะต้องการกลมกลืนกับคนอื่นเฉยๆ เพราะมันมัว แต่หมกมุ่นกับเรื่องซาดิสม์ๆ ที่มันบอกตัวเองตลอดเวลาว่ามันชื่นชอบมากมาย ซึ่งเราเองตอนเด็กๆ ก็ คล้ายๆ กับมัน ต่างกันตรงที่เราก็หมกมุ่นกับเกมจนไม่ลืมหูลืมตาแทน เราคิดแต่ว่าการมีเพื่อนมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรนักหนา(ตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยแน่ใจ) ทำไมต้องไป แคร์อะไรคนอื่นด้วย แต่พอเอาเข้าจริงมานั่งนึกๆ ดูอีกทีกลับกลายเป็นว่าจริงๆ แล้วไอ้ที่ทำๆ ไป ที่เหมือนไม่ได้สำคัญอะไรมากมายกับชีวิต แต่กลายเป็นว่าทุกวันนี้ก็ยังมีเพื่อนสนิทได้ซึ่งก็ไม่รู้เหมือน กันว่าเพราะการกระทำของตัวเองในสมัยก่อนหรือเปล่า แต่คิดว่าถ้าสมัยก่อนทำอะไรลงไปก็แค่ทำตามๆ ไป เพื่อไม่ให้แปลกแยกก็พอไม่ได้จริงจัง ตอนนี้ก็คงไม่มีไอ้เพื่อนพวกนี้หรอกมั้ง เล่าแบบกระมิ้ดกระเมี้ยนนี่มันยากจริงๆ เพราะจริงๆ แล้วไอ้นิยายเล่มนี้มันเป็น Thriller 555 ส่วน Film Japan มันเป็นหนังสือวิจารณ์หนังญี่ปุ่นที่อ่านจบแล้วแทบจะพุ่งไปหาหนังเรื่องที่ เขียนไว้มาดู มีตั้งแต่หนังเก่ารุ่นปู่ยันหนังใหม่ๆ แล้วหนังสือเล่มนี้ทำให้รู้ว่าทำไมตัวเราเองถึงชอบหนังญี่ปุ่น คงเพราะเรามันเป็นพวกนิ่งๆ เหมือนกับอารมณ์หนังญี่ปุ่นมั้งที่นิ่งๆ แม้แต่ในหนังตลกก็ยัง คงให้ความรู้สึกว่ามีความนิ่งอยู่ คราวนี้แค่นี้ก่อนละเริ่มง่วงนึกไม่ออกว่าจะพิมพ์อะไรละ 08 September Spider Liliesได้ดูซักทีกับหนังเรื่องนี้ตั้งเป้าไว้ตั้งแต่ตอนเทศกาลหนังว่าจะดู
แต่ไม่ได้ดูเพราะโรงมันเต็ม เลยหาโอกาศไปดูที่ House มาจน
ได้
เป็นหนังไต้หวันกำกับโดยนักร้องคนหนึ่ง ตัวหนังเล่าเรื่องเกี่ยวกับ
ความรักของผู้ ญ สองคน
คนหนึ่งเป็นเด็กเวบแคมหน้าตาจิ้มลิ้มเคยมีรักแรกกับพี่สาวแถว
บ้านตั้งแต่ 9 ขวบ ส่วนอีกคนเป็นสาวเท่เป็นช่างสักซึ่งมีอดีตอัน
ปวดร้าวและเป็นรักแรกของสาวเวบแคมซึ่งจากเธอไปหลังจากรู้
จักกันได้ไม่นาน และได้กลับมาเจอกันอีกครั้งเพราะสาวเวบแคม
เกิดอยากสักในที่ลับขึ้นมา แต่สาวเท่ก็จำเธอไม่ได้ซะแล้ว
ตัวหนังเท่าที่อ่านมาตอนแรกจากหนังสือพิมพ์ที่แจกในเทศกาล
ก็คิดว่าประเด็นจะแรงพอสมควร แต่ดูเอาเข้าจริงๆ ก็ธรรมดาไป
นิด(แต่หนังสือมันดันไปเทียบกับ Bluegate Crossing มันก็
แรงอะดิ) แต่ถึงประเด็นจะไม่แรง(ถ้าเทียบกับ Blue) แต่การ
แสดงก็แรงกว่าเห็นๆ(อย่างน้อยมันก็เห็นเนื้อหนังมังสาอะนะ)
ซึ่งดูๆแล้วต่อให้มีแผ่นก็โดนเซนเซอร์แหง่ๆ ซึ่งดีแล้วที่รีบไปดู
อยากจะเล่าบรรยากาศหน้าโรงซักนิด
คือว่าเราน่าจะเป็นผู้ ช ไม่กี่คนที่เข้าไปดู(จากการมองไปรอบๆ)
ก็เลยมีการโดนมองจากเหล่าสาวๆทั้งหลายที่เข้าไปดู ก็ทำเอา
ตกใจอยู่มิใช่น้อย ประมาณการจากสายตาแล้วมันให้ความรู้สึก
ไม่ค่อยดีเท่าไหร่
อยากจะเดินไปบอกจริงๆว่า "ตูเป็นผู้ ช จะสนเรื่องเลสเบี้ยนมั่ง
มันแปลกเรอะ ผู้กำกับมันก็ผู้ ช นะเฟ้ย" หรือนนึกว่าเราไป
ดูแค่ฉากหวาบหวิวอะป่าววะ ป่าวซะหน่อย
บังเอิญว่าตอนแรกแค่อยากดูแต่มีฝรั่งสาว 2 คนเชียร์ว่าหนังดี
เลยอยากดูแค่นั้นแหละ หนังมันก็ดีจริงๆแหละถึงจะไม่หวือหวา
อย่างที่หนังสือพิมพ์มันบอกแค่นั้นแหละ
28 August หลังจากไม่ได้อัพมานานเบี้ยวไปนานโคตรๆ 555+ แต่คงไม่มีใครสนหรอกมั้ง ว่ะฮ่ะๆๆ
เรื่องหนังก็ช่างมันเหอะ หรือไม่ช่างมันดี ไม่ดีกว่า
ไอ้เรื่องที่บอกว่าจะเล่า
เรื่องมันมีอยู่ว่า...........
น่าร้ากกกกกก โคตรรรรรรรร(อ้าว เหมือนจะเล่าเรื่องผีไม่ใช่ซะแล้ว 555)
ยังไงอะเรอะ เอาเวบไปดูละกันขี้เกียจอธิบายว่างานภาพมันเป็นยังไง 1. http://www.nara-movie.jp/ - เวบหนัง(คนเนทเต่ากับอ่านญี่ปุ่นไม่ได้อาจจะลำบากหน่อย ก็มั่วๆเอาละกัน)
2. ไปหาใน wiki เอาละกัน 555 search ว่า Yoshitomo Nara ก็ดูตั้งแต่ตอนเทศกาลหนังแล้วแหละเรื่องนี้ ก็แบบว่าอดดูไป 2 เรื่องรวด
ตอนวันที่ 26 วันศุกร์ก็เลยไปดูซะ เรื่องนี้ก็ไม่ได้กะจะดูแต่แรกหรอก แต่เอาว่ะไม่มีอะไรจะดูแล้วนิ
เป็นหนังสารคดีตามติด Yoshitomo Nara ช่วงที่มันทำโปรเจ็คท์ A to Z แล้วก็มีสัมภาษณ์ชีวิตในอดีตนิดๆหน่อยๆ แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเกี่ยวกับ โปรเจ็คต์มันนั่นแหละ ดูมันสร้างบ้านน้อยในแกลอรี่แล้วก็สนุกดี 555 เคยมาทำที่เมืองไทยด้วยนะ แต่ที่ไหนไม่รู้ดิในหนังก็บอกแค่กรุงเทพฯ
ทำยังกะกรุงเทพฯ มันเล็กขนาดเดินถึงกันได้งั้นแหละ เหอะๆ อยากบอกว่ามันเป็นสารคดีที่ดูสนุกที่สุดตั้งแต่ดูมา มุมกล้องก็เฉียบ
เพลงก็แจ่ม(ไม่ได้ชอบเพลงญี่ปุ่นก็คงไม่) ทั้งประกอบหนัง ทั้งใน notebook เฮียนาระเลย ของเฮียจะแนวๆฟังสบายๆ ชอบมาก แถมพาทัวร์ซะรอบโลก อีกตะหาก A to Z ก็นึกเอาละกันว่าประเทศละตัว
อักษรนะ แต่แค่มันทำมาซัก 4-5 ประเทศก็เยอะแล้วเพราะอย่างน้อยมันก็ ยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี ไทย แต่ที่ชอบสุดๆ ก็ตอนที่มันลงมือลงแรงสร้างบ้านน้อยนั้นแหละ สนุกดี แล้ว
ตรงที่มันให้เราดูการวาดภาพของนาระก็สนุกดี ชอบเพลงช่วงนี้ด้วยแหละ สรุปเรื่องนี้โชคดีที่ได้ดูมากๆ
ยังมีอีก 3 เรื่องแต่ 3 เรื่องนี้ดูช่วง 2 อาทิตย์ที่แล้วเอง
เรื่องแรก Paris Je T'aime(Scala)
เป็นรวมหนังสั้นของ 20 ผู้กำกับ แต่ไม่ถึง 20 เรื่องหรอก บางคนจับคู่กันทำ 1 เรื่อง ก็ดูสนุกดี ด้วยความที่เป็นหนังสั้นบางเรื่องก็จี๊ดดี บางเรื่องก็งั้นๆ เพราะว่าบางคนดึงจุดสนใจได้ดีก็ดูสนุกถึงจะแค่เนื้อหา ธรรมดาๆ แต่บาง คนคงสร้างแต่หนังใหญ่หรือไง พอเวลามันสั้นก็เลยสร้างจุดสนใจได้ไม่ดีละมั้ง ปล. ตอนดูเรื่องนี้เด็กจุฬาที่นั่งใกล้ๆ น่ารักดี แถมมาคนเดียวด้วย ฮิๆ อยากไปนั่งด้วยจัง
เรื่องที่ 2 All About Lily Chou Chou(House RCA)
เรื่องนี้เคยดูแล้วแต่ดูไม่รู้เรื่องเลยไปดูอีก 555+ ครั้งที่แล้วสงสัยว่าประสาท การรับรู้มันหยุดทำงาน เพราะรับไม่ได้กับความมืดมนของหนังละมั้ง เพราะตอน
ต้นๆเรื่องก็ฮาๆ พอกลางๆเรื่องเหมือนระเบิดเวลา พอไคลแม็กซ์ก็ระเบิดเลย
ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น ในหัวมีแต่คิดว่ามันคง ไม่เลวร้ายอย่างที่คิดหรอก มันแค่
เด็กม.ต้นกันเองนะเว้ย จะทำอะไรได้โหดร้ายกันขนาดนั้น
ดูอีกรอบทำใจไว้เรียบร้อยก็แบบ อืม ค่อยดูรู้เรื่องหน่อย
เรื่องที่ 3 The Bourn (ซีคอน)
ไมได้กะจะดู แต่ถึงกะจะดูก็ได้ดูแบบไม่ได้ตั้งใจอยู่ดี เพราะ 18 เรียนเสร็จ แล้วกลับเข้าบ้านไม่ได้ เพราะลืมเอากุญแจบ้านออกไปด้วย 5555
แต่ดูแล้วก็ไม่ผิดหวัง เพราะก็สนุกจริงๆ แต่คงไม่เล่า อยากรู้ไปดูเองไม่ได้ต้อง
ใช้ความสามารถอะไรเหมือน 3 เรื่องแรกที่เล่าไป
มีอีกเรื่อง ตัดผมแล้วววว แว้วววว คราวนี้สั้นมาก ปล่อยช่างเขาตัดตามแบบไปเลย
ขี้เกียจสั่งแต่ในแบบมันก็ไม่ได้สั้นขนาดนี้นี่หว่า สงสัยว่าช่างคงทนเห็นผม ยาวมา 3 ปี
เลยจัดการซะแล้วไอ้แบบทรงที่ว่า ก็ดันไปตรงกะเมื่อ 4 เดือนก่อนอย่างไม่ได้ตั้งใจ
จนช่างบอกว่าคาเมะอีกแล้ว(Kamenashi) ไอ้เราก็งง อะไรวะ จำไม่เห็นได้เลย
แต่ก็คงจะใช่เพราะตัดออกมามันทรงเดียวกับครั้งที่แล้วเด๊ะ แค่ตอนนั้นยาวกว่านี้เพราะ
สั่งไว้ว่าเหลือยาวหน่อย แต่ตูไม่ได้รู้จักไม่เคยเห็นหน้าไอ้คาเมะที่ว่าเลยด้วยซ้ำ ถึงแม้
จะบ้าเพลงญี่ปุ่นก็เหอะ แต่ตูไม่ได้ชอบบอยแบนด์นี่น่า
อยากได้แบบเฮียKen L'Arc-en-Ciel ไม่ก็ลุงHyde ก็ยังดี(แต่เอาแบบเคนคง
ต้องถึงกับถอนเงินมาดัดผมกันเลยทีเดียว) ถึงแม้คนที่กำลังจะไปจีบเขาจะชอบคาเมะ
อะไรนี่ก็เหอะ แต่ไม่ได้ตั้งใจจะตัดทรงคาเมะจริงๆน้าาา
แต่ตัดออกมาแล้วมีแต่คนบอกว่าดีแล้วทั้งนั้นแม้กระทั่งช่างยังบอกว่าอย่าไว้ยาวเลย
สั้นดูดีกว่าเยอะเลย T_T 31 July Okinawa Animetion อนิเมแปลกๆกับ+หนังแปลกๆอีกเรื่อง
ดูมาหลายวันและแต่ยังอยากเล่า เรื่องแรก Okinawa Animation มันเป็น short anime ดูเอาขำๆ(ราคาขำไม่ออก) ของผู้กำกับคนแรกเป็น อนิเมะดินน้ำมันก็แบบว่ากระโดกกระเดก แต่ดูแล้วซี้ด เรื่องที่ 2 เป็นเรื่องของเด็กติดทีวีจนแยกไม่ออกระหว่างโลกจริงกับในทีวีจนเกิด ของผู้กำกับคนที่ 2 เป็นอนิเมมือวาดเรื่องแปลกๆจนดูแล้วงง ว่าด้วยเด็กผู้ ญ คน ผู้กำกับคนที่ 3 อันนี้อนิเมที่เอาตุ๊กตามาเล่นทั้งเรื่อง ว่าด้วยเด็กคนนึงที่ไม่ธรรมดา ผู้กำกับคนที่ 4 มันไม่รู้ว่ามันมารวมกะเซทนี้ได้ไงเพราะมันเป็นหนังสั้นที่เอาคน ขอจบแค่นี้ก่อนเดี๋ยวมีต่ออีกเรื่องไว้พรุ่งนี้มาเขียน เรื่องนี้ภูมิใจนำเสนออย่างแรง |
||||
|
|